เคยไหม? ทาโลชั่นหลังอาบน้ำเป็นประจำ แต่ผิวยังแห้งตึง ลอกเป็นขุย หรือกลับมาแห้งซ้ำภายในเวลาไม่นาน ยิ่งอยู่ในห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ ปัญหานี้อาจยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น จนทำให้หลายคนสงสัยว่าแท้จริงแล้วผิวขาดโลชั่น หรือกำลังมีปัญหาเรื่อง “เกราะป้องกันผิว” กันแน่
แม้โลชั่นจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายนอก แต่หากเกราะผิวอ่อนแอ ผิวอาจกักเก็บน้ำได้ไม่ดีและสูญเสียความชุ่มชื้นออกไปง่าย เซราไมด์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นไขมันตามธรรมชาติที่ช่วยประคองโครงสร้างผิวชั้นนอกและลดการสูญเสียน้ำ โดยเซราไมด์แบบทายังเป็นแนวทางที่ใช้ดูแลผิวแห้งอย่างแพร่หลาย ขณะที่งานวิจัยเบื้องต้นพบว่าเซราไมด์จากการรับประทานอาจช่วยสนับสนุนความชุ่มชื้นและการทำงานของเกราะผิวได้เช่นกัน แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และระยะเวลาที่รับประทาน
ทาโลชั่นเท่าไหร่ ผิวก็ยังแห้ง เพราะอะไร?
เคยไหม? ทาโลชั่นหลังอาบน้ำเป็นประจำ แต่ไม่นานผิวกลับมาแห้งตึง ลอกเป็นขุย หรือรู้สึกคันยิบ ๆ เหมือนเดิม จนต้องหยิบโลชั่นมาทาซ้ำหลายครั้ง ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากการทาโลชั่นน้อยเกินไปเสมอ แต่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของ เกราะป้องกันผิว หรือ Skin Barrier ซึ่งทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ภายในผิว
โดยปกติ ผิวชั้นนอกจะมีโครงสร้างคล้ายกำแพงที่ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำและลดการสัมผัสกับปัจจัยระคายเคืองจากภายนอก หากเกราะผิวอ่อนแอ น้ำในผิวอาจระเหยออกได้ง่าย แม้จะทาโลชั่นแล้วก็ตาม ภาวะนี้เรียกว่า การสูญเสียน้ำผ่านผิว หรือ TEWL ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผิวแห้งตึงและขาดความยืดหยุ่น
พฤติกรรมที่ทำให้ผิวแห้งซ้ำ
เกราะป้องกันผิวอาจอ่อนแอลงจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่หลายคนมองข้าม เช่น
- อาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเป็นเวลานาน
- ใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ชะล้างความมันตามธรรมชาติมากเกินไป
- ขัดผิวบ่อยหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวเข้มข้น
- อยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน
- เผชิญอากาศแห้ง แดด หรือมลภาวะ
- พักผ่อนน้อยและดื่มน้ำน้อย
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว
เมื่อผิวสูญเสียน้ำเร็วกว่าที่จะกักเก็บไว้ได้ การทาโลชั่นเพียงอย่างเดียวอาจให้ความรู้สึกนุ่มชุ่มชื้นเพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าเกราะผิวจะกลับมาแข็งแรงทันที ดังนั้น การดูแลผิวแห้งจึงควรมองให้ครบทั้งการเติมความชุ่มชื้นจากภายนอก และการสนับสนุนสมดุลผิวจากภายใน
หนึ่งในสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเกราะผิวคือ เซราไมด์ ซึ่งเป็นไขมันตามธรรมชาติที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิวและช่วยลดการสูญเสียน้ำ เมื่อเซราไมด์ในผิวลดลง ผิวอาจแห้งง่าย ตึง ลอก และไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น การดูแลด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยเสริมเกราะผิว รวมถึงการเลือกรับประทานสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับความชุ่มชื้นของผิว จึงอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าทาโลชั่นเท่าไหร่ ผิวก็ยังแห้งซ้ำอยู่ดี
เกราะผิว (Skin Barrier) คืออะไร และเซราไมด์สำคัญอย่างไร?
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมผิวแห้งง่าย ควรรู้จัก “เกราะป้องกันผิว” หรือ Skin Barrier กันก่อน เกราะผิวหมายถึงโครงสร้างของผิวชั้นนอกสุด หรือ ชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกำแพงด่านแรก ช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิว และป้องกันสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น มลภาวะ สารระคายเคือง และเชื้อโรคบางชนิดไม่ให้ผ่านเข้าสู่ผิวได้ง่าย
เปรียบเทียบเกราะผิวให้เห็นภาพง่ายขึ้น
โครงสร้างของเกราะผิว สามารถเปรียบเทียบได้กับกำแพงอิฐ โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
- เซลล์ผิว เปรียบเหมือนก้อนอิฐ
- เซราไมด์ คอเลสเตอรอล และกรดไขมัน เปรียบเหมือนปูนที่ช่วยเชื่อมก้อนอิฐเข้าด้วยกัน
- ชั้นไขมันระหว่างเซลล์ผิว ช่วยชะลอการระเหยของน้ำและรักษาความสมดุลของผิว
เมื่อโครงสร้างส่วนนี้แข็งแรง น้ำจะถูกกักเก็บไว้ในผิวได้ดีขึ้น ผิวจึงดูนุ่ม เรียบ และไม่แห้งตึงง่าย แต่หากชั้นไขมันระหว่างเซลล์ผิวเสียสมดุลหรือมีเซราไมด์ลดลง ช่องว่างระหว่างเซลล์อาจทำให้น้ำระเหยออกได้มากขึ้น ส่งผลให้ผิวแห้ง ลอก และไวต่อการระคายเคือง
เซราไมด์ทำหน้าที่อะไรกับผิว?
เซราไมด์ (Ceramide) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบตามธรรมชาติในผิว โดยอยู่บริเวณระหว่างเซลล์ผิวชั้นนอก ร่วมกับคอเลสเตอรอลและกรดไขมันอิสระ ทำหน้าที่ช่วยจัดระเบียบโครงสร้างไขมันให้แน่นขึ้น จึงมีส่วนสำคัญต่อการรักษาความชุ่มชื้นและลดการสูญเสียน้ำผ่านผิว
หากเปรียบผิวเป็นกำแพง เซราไมด์ก็มีหน้าที่คล้ายปูนที่ช่วยอุดช่องว่างระหว่างก้อนอิฐ เมื่อมีเซราไมด์เพียงพอ ผิวจะกักเก็บน้ำได้ดีและมีเกราะป้องกันที่สมบูรณ์ขึ้น แต่เมื่อเซราไมด์ลดลงจากอายุที่เพิ่มขึ้น สภาพอากาศ การทำความสะอาดผิวที่รุนแรง หรือพฤติกรรมบางอย่าง ผิวอาจสูญเสียน้ำได้ง่ายกว่าเดิม
สัญญาณที่อาจบอกว่าเกราะผิวอ่อนแอ
เกราะผิวที่เสียสมดุล อาจสังเกตได้จากอาการต่าง ๆ เช่น
- ผิวแห้งตึงหลังล้างหน้าหรืออาบน้ำ
- ผิวลอก เป็นขุย หรือแต่งหน้าไม่เรียบ
- รู้สึกคัน แสบ หรือยิบ ๆ เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิด
- ผิวไวต่อแดด อากาศ หรือมลภาวะมากขึ้น
- ทาโลชั่นแล้วผิวนุ่มเพียงชั่วคราว แต่กลับมาแห้งซ้ำเร็ว
ดังนั้น การดูแลผิวแห้งจึงไม่ใช่เพียงการเติมน้ำด้วยโลชั่น แต่ควรดูแลส่วนประกอบของเกราะผิวร่วมด้วย ผลิตภัณฑ์ทาผิวที่มีเซราไมด์เป็นหนึ่งในแนวทางที่มีการศึกษา โดยพบว่าสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและสนับสนุนการทำงานของเกราะผิวได้ในบางกลุ่มผู้ใช้
เซราไมด์จากภายในช่วยล็อกน้ำได้อย่างไร?
การทาโลชั่นหรือมอยส์เจอไรเซอร์เป็นวิธีดูแลผิวจากภายนอก โดยช่วยเคลือบผิวและเติมสารให้ความชุ่มชื้นบริเวณผิวชั้นนอก ขณะที่เซราไมด์จากการรับประทานเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มุ่งสนับสนุนสมดุลของเกราะผิวจากภายใน จึงเหมาะกับการนำมาใช้ร่วมกันมากกว่าการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
กลไกการดูแลผิวจากภายใน
เซราไมด์จากพืชมักอยู่ในรูปของ กลูโคซิลเซราไมด์ (Glucosylceramide) ซึ่งพบได้ในวัตถุดิบ เช่น ข้าว ข้าวสาลี หรือพืชบางชนิด เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะย่อยและนำองค์ประกอบไปใช้ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับไขมันของผิว งานวิจัยจึงให้ความสนใจกับความเป็นไปได้ที่สารกลุ่มนี้อาจช่วยสนับสนุนการสร้างหรือคงสมดุลของเซราไมด์ในชั้นผิว
เมื่อเกราะผิวทำงานได้ดีขึ้น น้ำในผิวอาจระเหยออกช้าลง เรียกว่าการลด การสูญเสียน้ำผ่านผิว หรือ TEWL ส่งผลให้ผิวมีโอกาสคงความชุ่มชื้นไว้ได้นานขึ้น อย่างไรก็ตาม กลไกดังกล่าวไม่ใช่การเติมน้ำให้ผิวโดยตรงเหมือนการดื่มน้ำหรือทาโลชั่น แต่เป็นการสนับสนุนโครงสร้างที่ช่วยกักเก็บน้ำของผิว
หลักฐานจากงานวิจัย
การศึกษาขนาดเล็กแบบมีกลุ่มควบคุมในผู้หญิงญี่ปุ่น 44 คนที่มีภาวะผิวชั้นนอกสูญเสียน้ำง่าย พบว่า กลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากข้าวซึ่งประกอบด้วยกลูโคซิลเซราไมด์และเบตาซิโตสเตอรอลเป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีค่า TEWL บริเวณแก้มลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ 4 และ 12 เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มการศึกษา นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงด้านความชุ่มชื้นริมฝีปากในสัปดาห์ที่ 12
อีกการศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับเซราไมด์จากข้าวก็รายงานแนวโน้มว่าการรับประทานอาจช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและสนับสนุนการทำงานของเกราะผิวได้ แต่ผลลัพธ์ของงานวิจัยยังขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของเซราไมด์ สูตรผลิตภัณฑ์ ปริมาณที่ใช้ ระยะเวลารับประทาน และลักษณะผิวของผู้เข้าร่วม ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่าเซราไมด์ทุกสูตรให้ผลเหมือนกัน
ต้องรับประทานนานแค่ไหนจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง?
เซราไมด์จากภายในไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกนุ่มทันทีหลังรับประทานเหมือนการทาโลชั่น ผลลัพธ์จากงานวิจัยมักประเมินหลังรับประทานต่อเนื่องหลายสัปดาห์ และอาจแตกต่างกันในแต่ละคน จึงควรรับประทานตามคำแนะนำบนฉลากอย่างสม่ำเสมอ พร้อมดูแลผิวภายนอกควบคู่กัน
สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มเซราไมด์ในกิจวัตรประจำวัน มาดามหลุยส์คอลลาเจนพร้อมดื่ม เป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีการระบุส่วนผสมเซราไมด์จากข้าว ร่วมกับคอลลาเจนเปปไทด์และวิตามินซี โดยควรใช้ในบทบาทของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยารักษาผิวแห้ง และไม่ควรกล่าวอ้างว่าสามารถล็อกน้ำได้ถาวรหรือทำให้ผิวหายแห้งทันที
จุดเด่นของรูปแบบพร้อมดื่ม
รูปแบบผลิตภัณฑ์มีผลต่อความสะดวกในการรับประทาน มาดามหลุยส์คอลลาเจนพร้อมดื่มมาในลักษณะซองขนาดพกพา จึงสามารถนำไปดื่มระหว่างวัน ที่ทำงาน หรือระหว่างเดินทางได้ โดยไม่ต้องเตรียมแก้วและน้ำสำหรับชง
สรุปการดูแลแบบครบทั้งภายนอกและภายใน
การฟื้นฟูเกราะผิวควรเริ่มจากพื้นฐานที่ทำได้ทุกวัน ได้แก่ อาบน้ำด้วยอุณหภูมิพอเหมาะ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ทาโลชั่นขณะผิวยังหมาด และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ผิวแห้งซ้ำ จากนั้นจึงพิจารณาเสริมการดูแลจากภายในด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเกี่ยวข้องกับความชุ่มชื้นของผิว เช่น เซราไมด์จากข้าว
มาดามหลุยส์คอลลาเจนพร้อมดื่ม จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคอลลาเจนและเซราไมด์เข้าสู่กิจวัตรประจำวัน แต่ควรใช้ควบคู่กับการดูแลผิวภายนอกอย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทันที และแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล การดูแลอย่างสม่ำเสมอและตั้งความคาดหวังอย่างเหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญของผิวที่ชุ่มชื้นและดูสุขภาพดีในระยะยาว


เซรั่มล้างหน้า บัวหิมะทองคํา 24K Madam Louis
ครีมบำรุงผิวหน้าบัวหิมะ MADAME LOUISE Snow Lotus The Cream
สบู่มาดามหลุยส์ Extreme White Soap
สบู่มาดามหลุยส์ Madam Louise Thai Marinated Herbal Soap